เป้าหมายแท้จริงที่สะท้อนผ่านจักรภพ (จบ)
คำพูดของนายจักรภพ เพ็ญแข ที่ได้ไปกล่าวต่อที่ประชุมสโมสรผู้สื่อข่าวต่างประเทศประจำประเทศไทย ตามที่ได้นำมาให้ได้รับทราบกันไปแล้วหลายประเด็นด้วยกันนั้น ในการตอบคำถามที่มีผู้สื่อข่าวต่างประเทศซักถามเพื่อให้ นายจักรภพ ตอบนั้น มีด้วยกันหลายคำถาม แต่จะนำคำถามคำตอบบางประเด็นมากล่าวให้ฟังดังต่อไปนี้
ถาม (ผู้ถามคือนายปีเตอร์)
" คุณจักรภพ ผมจำไม่ได้ว่าคุณใช้คำว่าอะไร คุณพูดคล้ายๆ คำว่า "ละเมอเดิน" ตอนที่บรรยายถึงพัฒนาการของคุณทักษิณในฐานะที่เป็นวีรบุรุษแห่งประชาธิปไตย คุณช่วยขยายความให้ละเอียดขึ้นได้ไหม คุณคิดว่าคุณทักษิณมีความสนใจที่จะส่งเสริมประชาธิปไตยในประเทศไทยจริงหรือ มิใช่ว่าเขาเพียงแต่ผูกขาดระบบอุปถัมภ์เท่านั้นหรือ และถ้าเขาละเมอเดินในบทบาทของวีรบุรุษประชาธิปไตยอย่างที่คุณกำลังบรรยายอยู่นี่ เขาเป็นนักประชาธิปไตยจริงหรือเปล่า เขาเป็นนักการเมืองประชาธิปไตยแท้จริงหรือเปล่า ไม่ใช่ว่าเขาเป็นวีรบุรุษโดยบังเอิญซึ่งเราคิดว่าคุณกำลังพยายามโฆษณาอยู่หรือ
นายจักรภพตอบ
"...ผมเชื่อว่าคุณทักษิณพยายามที่จะเป็นประชาธิปไตย คนรุ่นเดียวกับท่านแทบจะไม่เป็นประชาธิปไตย...เมื่อผมพูดว่าท่านละเมอเดินไปสู่การเปลี่ยนแปลงนโยบาย ผมหมายความว่า ท่านมิได้ตั้งใจที่จะรวบอำนาจจากระบบอุปถัมภ์ ท่านไม่ทราบว่าคนบางคนเป็นเจ้าของประชาชนที่ยากจน ท่านจึงโพล่งคำบางคำออกมาโดยที่ไม่ทราบว่าจะทำให้คนที่ได้ยินเจ็บใจแค่ไหน ท่านเคยพูดไว้ครั้งหนึ่งก่อนที่ผมจะมาทำหน้าที่โฆษกว่า "ผมเบื่อพวกนายหน้าคนจน" พวกที่ชอบพูดถึงคนจนและความยากจนตลอดเวลา แต่ไม่เคยทำอะไรสักอย่าง...
...ทักษิณไม่ใช่เผด็จการ ผมทำงานกับท่านมา และผมจะเป็นคนแรกที่ก้าวห่างออกจากท่านถ้าท่านเป็นเผด็จการ แต่ท่านเป็นเพียงคนคนหนึ่งที่มุ่งมั่นพยายามที่จะทำงานให้สำเร็จ...แต่ถ้าคุณได้พบท่าน ได้ใช้เวลาอยู่กับท่าน คุณจะทราบว่าท่านไม่มีเมล็ดพันธุ์เผด็จการอยู่ในตัวของท่าน ผมไม่ได้บอกว่าท่านเป็นซูเปอร์แมน แต่ท่านดีกว่าผู้นำแก่ๆที่มีคนบอกให้ผมเคารพ ผมอยากที่จะทำงานภายใต้สามัญชนที่ดีเพียงครึ่งเดียวมากกว่าที่จะทำงานกับผู้สูงศักดิ์ที่โง่ "
ถาม (ผู้ถามคือนายไซมอน)
" คุณจักรภพ คุณจะลงสมัครรับการเลือกตั้งที่กำลังจะมาถึงในวันที่ 23 ธันวาคม หรือเปล่า ถ้าลงจะร่วมกับพรรคใด และคุณบอกได้ไหมว่าพรรคนั้นเป็นตัวแทนของอะไร หรือจะทำอะไรให้กับประเทศไทย ถ้าคุณตัดสินใจว่าคุณจะไม่ลงสมัครรับเลือกตั้งครั้งนี้เนื่องจากคุณรณรงค์ต่อต้านรัฐธรรมนูญ คุณจะทำอะไรในลักษณะอื่นเพื่อแสดงจุดยืนทางการเมืองของคุณ "
นายจักรภพตอบ
" ขอบคุณไซมอน เราได้ 377 ที่นั่ง ในสภาฯแล้วเราก็ถูกยึดอำนาจ ดังนั้นการชนะเลือกตั้งอาจไม่ใช่ประเด็นหลัก ดังนั้นพวกเราทุกคน พวกเราบางคนซึ่งกำลังต่อสู้อยู่ที่สนามหลวง กำลังพิจารณากันว่าเราควรลงสมัครรับการเลือกตั้งหรือไม่ ถ้าเราลงสมัครรับเลือกตั้งก็หมายความว่าเราต้องมีเวทีใหม่ที่จะแสดง การรณรงค์หาเสียงสำหรับเราก็จะเป็นเวทีสนามหลวงอีกเวทีหนึ่ง แต่ถ้าเราไม่ลงสมัครรับเลือกตั้งก็หมายความว่าเราจะหาอะไรทำนอกกระบวนการเลือกตั้งเพื่อปกป้องระบบของมันให้ดีที่สุดเท่าที่เราสามารถจะทำได้ เราไม่ได้ยกย่องตัวเองว่าเป็นผู้พิทักษ์อะไร แต่เราจะพยายาม พรรคที่เราสังกัดก็ไทยรักไทยอะไรก็ได้ อาจเป็นไทยรักจีน ผมจะสังกัดพรรคนั้นแหละ "
ถาม (ผู้ถามคือนายปีเตอร์)
" จากที่เราอ่านพบ พรรคพลังประชาชน มี สส.เก่าของพรรคไทยรักไทย จำนวนมาก และผมเดาว่าก็จะลงสมัครรับเลือกตั้งด้วย ผมมี 2 คำถาม คือ 1. คุณคิดว่าจะเกิดอะไรขึ้นเพื่อที่จะสะกัดไม่ให้พรรคพลังประชาชนะการเลือกตั้งและ 2. คุณคิดอย่างไรกับการที่มีสมัครเป็นหัวหน้าพรรคอาจได้เป็นรัฐบาล "
ตอบ
" ผมอยากให้แน่ใจว่าฟังคำถามของคุณถูกต้อง คำถามแรกอะไรจะมาขัดขวางไม่ให้พรรคพลังประชาชนชนะการเลือกตั้ง "
ผู้ถามอธิบายคำถามว่า " อะไรจะมาขัดขวางจะมีการทำอะไรที่จะสกัดไม่ให้ชนะ "
ตอบ "เล่ห์เหลี่ยมของอีกฝ่ายหนึ่ง"
ถามคำถามที่ 2 " คุณคิดอย่างไรกับพรรครัฐบาลภายใต้การนำของสมัคร เขาเป็นคนอย่างไร "
ตอบ "ถ้าคุณใช้วิธีการคิดแบบตะวันตก คุณจะตราหน้าว่าสมัครเป็นพวกขวาจัด แต่ถ้าคุณดูท่านให้ดีและติดตามเรื่องของท่าน คุณจะพบว่าท่านอยู่ในระบบอุปถัมภ์อย่างชัดเจน ผมหมายความว่าท่านเป็นอนุรักษ์นิยมสุดกู่ ซึ่งยอมที่จะสละตำแหน่งง่ายๆถ้าถูกขอร้อง นั่นคือคุณสมัคร แต่แล้วท่านก็ตัดสินใจที่จะปกป้องทักษิณเมื่อท่านอายุ 70 ต้นๆ ท่านอายุ 70 กว่าแล้วนะทราบไหม ท่านไม่ใช่นักการเมืองหนุ่มแล้ว แต่ท่านก็ตัดสินใจกระโดดเข้ามาเพื่อปกป้องทักษิณในครั้งนี้ "
ผู้เขียน : ตาโป๋เป่าปี่
คอลัมน์ : กวนใจให้สะอาด หนังสือพิมพ์แนวหน้า วันที่ 30/5/2008
Friday, May 30, 2008
Hidden Agenda in Jakrapop Penkair's eyes (The End)
Monday, May 26, 2008
Thai farmers' s Association protests farmers from Saui
จวก“ทักษิณ”ขายชาติ เครือข่ายชาวนาทั่วไทย ต้านซาอุฯทำนา
ข่าวจาก วีระวัฒน์
เมื่อวันที่ 23/5/2551
http://www.pracharatnews.com/hotnews/aspboard_Question.asp?GID=2191
นัดเคลื่อนพล 1 มิ.ย. “บรรหาร - สมศักดิ์” ออกโรงต้านสุดตัว กรณี “แม้ว” ดึงนักธุรกิจซาอุฯ ลงทุนทำนาในไทย เผยเป็นแนวคิดของนายทุนขายชาติ ที่มุ่งทำลายล้างชาวนาและอาชีพของบรรพบุรุษ
ผู้สื่อข่าวรายงานว่า วันนี้ (23 พ.ค.)นายสมศักดิ์ ปริศนานันทกุล รัฐมนตรีว่าการกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ กล่าวถึงกรณีที่นักธุรกิจประเทศซาอุดีอาระเบียจะเข้ามาลงทุนทำนาในประเทศไทย ว่า เรื่องนี้กระทรวงเกษตรฯ ไม่เห็นด้วย และจะคัดค้านเรื่องนี้อย่างเต็มที่ ซึ่งตนก็ไม่รู้ว่าความคิดนี้เป็นความคิดของใคร แต่แนวคิดนี้คือแนวคิดของการขายชาติ เกษตรเป็นวัฒนธรรมที่ผูกติดกับวิถีชีวิตของผู้คนในสังคม ทุกครั้งที่ประเทศชาติได้รับผลกระทบทางเศรษฐกิจ มีแต่ภาคการเกษตรเท่านั้นที่ช่วยรักษาชาติ ฉะนั้น วันนี้ถ้ามองไม่เห็นความสำคัญภาคการเกษตร ในการชักน้ำเข้าลึก ชักศึกเข้าบ้าน กระทรวงเกษตรฯ ขอปฏิเสธอย่างสิ้นเชิง
“ต้องยอมรับว่า มีพระราชบัญญัติคุ้มครองอาชีพให้กับคนไทย หนึ่งในอาชีพที่คุ้มครองคืออาชีพการเกษตร อย่าไปมองในเรื่องของธุรกิจ อย่ามองในเรื่องของผลประโยชน์ ถ้ามองในเรื่องของธุรกิจและผลประโยชน์ ความเป็นชาติก็จะพินาศสลายอย่างแน่นอน” นายสมศักดิ์กล่าว
นายสมศักดิ์ กล่าวต่อว่า อยากให้ทุกคนที่คิดเรื่องนี้ น้อมนำเอาพระราชดำรัสของพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว มาใส่เกล้าใส่กระหม่อม ว่า ควรจะรักษาชาวนาอย่างไร จะดูแลเกษตรกรอย่างไร อย่าคิดเอาผลประโยชน์ส่วนตัวมาเป็นที่ตั้ง ยิ่งได้มองเห็นรูปแบบในการคิดแล้ว บอกได้เลยว่าวิธีคิดอย่างนี้คือการทำลายล้างชาวนา ทำลายล้างเกษตรกรให้หมดไปจากแผ่นดิน
“มีอย่างที่ไหนมารวบรวมนักวิชาการ รวบรวมเกษตรกรแล้วไปรับจ้างปลูกข้าว ไร่หนึ่ง 5,000 บาท ไม่คิดถึงหัวอกเกษตรกรที่ไม่มีนาทำเหรอครับ เกษตรกรวันนี้ 62% ในภาคกลางเช่าที่ทำนา ถ้าวิธีคิดอย่างนี้ออกมาต่อไปเจ้าของที่นาก็ไล่เกษตรกรหมด เจ้าของที่ดินก็จ้างเข้ามาทำนาไร่ละ 5,000 บาท ผลผลิตได้เป็นกอบเป็นกำแล้วชาวนาจะอยู่ที่ใหน ใครจะรักษาชาวนา” นายสมศักดิ์ กล่าว
นายสมศักดิ์ กล่าวอีกว่า กระทรวงเกษตรฯ ปฏิเสธเรื่องนี้อย่างสิ้นเชิง และก็จะต่อต้านจนถึงที่สุด วีธีคิดอย่างอื่นมีเยอะ เช่น การชวนชาวต่างชาติมาลงทุน ภาคอุตสาหกรรมภาคอื่นๆ มีอีกเยอะ อย่ามาทำลายทางภาคการเกษตรเลย เมื่อถามว่าถ้าประเทศซาอุดีอาระเบียจะเข้ามาทำจริงๆ จะทำอย่างไร นายสมศักดิ์ กล่าวว่า มันมีกฎหมายที่คุ้มครองอยู่แล้ว และถ้ากระทรวงเกษตรฯไม่ร่วมมือก็ไม่สามารถทำได้ แล้วการที่จะมาทำอย่างนี้ได้ก็ต้องมีการยกเลิกการสงวนอาชีพ ซึ่งการจะยกเลิกได้นั้น ตนก็อยากจะดูว่าเมื่อเวลานำเข้าสู่สภา และผู้แทนราษฎรคนไหนจะยกมือสนับสนุนตนก็อยากจะดู แล้วก็จะได้รู้กัน
เมื่อถามว่า การที่ นายประภัตร โพธสุธน ออกมาพูดอย่างนี้มีนัยอะไรหรือไม่ นายสมศักดิ์กล่าวว่า ตนไม่มองว่าใครจะเป็นคนพูด มองในหลักการว่าหลักการอย่างนี้ปฏิเสธ และรับไม่ได้ ทำไมเมื่อก่อนนี้ผลผลิตทางการเกษตรไม่ดีถึงไม่มาคิด และวันนี้ประเทศที่จะมาเป็นประเทศมหาเศรษฐีทางน้ำมัน รู้ว่า วิกฤตโลกกำลังเกิดจากการขาดอาหาร ทำไมถึงคิดช้าจัง ทำไมถึงพึ่งมาคิดตอนนี้ละมันเป็นการส่งนัยมากกว่า
ในขณะที่ นายบรรหาร ศิลปอาชา หัวหน้าพรรคชาติไทย กล่าวในเรื่องนี้ ว่า การทำนาที่ จ.สุพรรณบุรี ไม่จำเป็นให้คนต่างชาติมาช่วยทำ เพราะคนสุพรรณฯและคนไทยมีความสามารถมีศักยภาพที่จะทำนาเองได้อยู่แล้วซึ่งทำได้ดีด้วย และอาชีพทำนาก็เป็นอาชีพที่มีกฏหมายให้ไว้เฉพาะคนไทย เมื่อถามว่าได้พูดคุยกับ นายประภัตร โพธสุทน เลขาธิการพรรค ถึงแนวคิดนี้แล้วหรือยัง นายบรรหาร กล่าวว่า ขอไม่ตอบในเรื่องนี้ และไม่จำเป็นต้องให้นโยบายกับรัฐมนตรีกระทรวงเกษตรฯ เขารู้อยู่แล้วว่าควรจะต้องทำอย่างไร
ผู้สื่อข่าวรายงานว่า ตลอดทั้งวัน นายประภัตร โพธสุทน ปฏิเสธที่จะให้สัมภาษณ์ผู้สื่อข่าวที่พยายามติดต่อขอสัมภาษณ์ถึงประเด็นการให้ประเทศซาอุดีอาระเบียมาลงทุนในบริษัท รวมใจชาวนา โดยมีเพียงคนสนิทของ นายประภัตร เท่านั้น ที่รับโทรศัพท์และบอกแต่เพียงว่า นายไม่ว่าง นายไปกินข้าว
ด้าน นางกิมอัง พงษ์นารายณ์ ผู้ประสานงานสภาเครือข่ายองค์กรประชาชนแห่งประเทศไทย เลขาธิการเครือข่ายฯ กล่าวว่า ในวันที่ 26-27 พฤษภาคม ที่จะถึงนี้เครือข่ายชายนาในภาคกลาง อันประกอบด้วย จ.นครปฐม อยุธยา ชัยนาท เพชรบุรี ประจวบคีรีขันธ์ ราชบุรี สุพรรณบุรี อ่างทอง สมุทรสงคราม ฯลฯ ที่มีสมาชิกกว่า 3 หมื่นคน จะมีการประชุมหารือกันครั้งใหญ่เพื่อกำหนดทิศทางการต่อสู้อย่างเร่งด่วน เพื่อคัดค้านแนวคิดขายชาติที่เกิดขึ้นจาก พ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตร
นางกิมอัง กล่าวว่า ความคิดแบบนี้ไม่น่าจะเกิดขึ้นจากคนไทย เพื่อทำลายคนไทยด้วยกัน ชาวนาไม่ใช่สินค้า ไม่ใช่เรื่องธุรกิจ แต่การทำนาคือวิถีชีวิต ที่สืบทอดกันมาถ้าไม่มีชาวนาประเทศไทยคงไปไม่รอดพ้นจากวิกฤตในหลายครั้ง การทำนาเป็นพื้นฐานรากฐานของประเทศที่สืบทอดทางวัฒนธรรมกันมา
“คนคิดอย่างนี้ไม่ใช่คนไทย ไม่ควรอยู่ในประเทศไทย ขณะนี้ประเทศตะวันออกกลางก็มาคุกคามเราอยู่แล้วในเรื่องน้ำมัน อาวุธของพวกเราคือข้าว เมื่อถึงวันหนึ่งข้างหน้าเราไม่ต้องการน้ำมันก็ได้ เพราะน้ำมันกินไม่ได้ แต่ข้าวต้องกินทุกวัน เขาเข้ามาแสวงหาต่อรองเพื่อให้มีทั้งข้าวและน้ำมัน และคนของเราก็เปิดทางให้ทำกันอย่างนี้มันถือเป็นอาชญากรชาวนา ฆ่าชาวนาทั้งประเทศไทย” นางกิมอัง กล่าว
ในขณะที่ นายวิฑูรย์ เลี่ยนจำรูญ ผู้อำนวยการมูลนิธิชีววิถี กล่าวว่า เครือข่ายเกษตรกรทั่วประเทศจะร่วมกำหนดท่าทีและเคลื่อนไหวใหญ่เพื่อคัดค้านเรื่องดังกล่าวให้ถึงที่สุด โดยจะมีการประชุมพร้อมกันในวันที่ 1 มิ.ย.ที่มหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ แกนหลักมาจาก 5 องค์กรประกอบด้วย เครือข่ายเกษตรกรรมทางเลือก กลุ่มศึกษาข้อตกลงเขตการค้าเสรีและศึกษาผลกระทบต่อประชาชน หรือเอฟทีเอวอชต์ เครือข่ายหนี้สินชาวนา เครือข่ายปฏิรูปที่ดินและสภาเครือข่ายองค์กรประชาชน ร่วมตัวกัน 400-500 คน โดยจะมีการหารือในเรื่องผลกระทบใน 2 ประเด็นหลัก ที่จะเกิดขึ้นกับประเทศไทย หลังจากที่เกิดวิกฤติอาหารโลกและวิกฤติราคาน้ำมัน ประกอบด้วย
1.กลุ่มทุนต่างชาติที่รวมหัวกับกลุ่มทุนในประเทศมาแย่งที่ดินทำกินและแย่งพื้นที่ทำเกษตรกรรมของคนไทย ซึ่งจะกลายเป็นวิกฤติที่ใหญ่ที่สุดของประเทศ ภายใน 2-3 ปีนี้ จะปะทุและลามเป็นไฟลุกไหม้ไปทั่วประเทศ เพราะเกิดจากปัญหาการแย่งชิงทรัพยากรที่ดินซึ่งเป็น ปัจจัยพื้นฐานซึ่งเป็นหัวใจหลักการผลิตของประเทศ แต่กลับไปตกอยู่ในมือของกลุ่มทุนรายใหญ่ที่เป็นกลุ่มต่างชาติ และกลุ่มทุนในประเทศ ที่ร่วมมือกับทุนท้องถิ่น เทียบเคียงได้กับกรณีของ พ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตร กับ นายประภัตร โพธสุทน ที่จะพยายามเข้าไปแย่งพื้นที่ทำการเกษตร ซึ่งขณะนี้การตั้งบริษัทเข้าไปรับจ้างทำนาได้ลุกลามเข้าไปหลายจังหวัดแล้ว มีทั้ง จ.พิจิตร พิษณุโลก มหาสารคาม บุรีรัมย์ ปราจีนบุรี และ นครสวรรค์ รวมทั้งจังหวัดสุพรรณบุรี บางพื้นที่ด้วย
แม้ว่าจะมีพระราชบัญญัติประกอบธุรกิจของคนต่างชาติ พ.ศ. 2542 สงวนอาชีพไว้สำหรับคนไทยซึ่งอาชีพชาวนา ถูกขึ้นไว้ในบัญชีที่ 1 แต่ก็กลังว่า พ.ต.ท.ทักษิณ ซึ่งมีอำนาจเหนือรัฐบาลชุดนี้ จะสามารถผลักดันให้รัฐบาลยอมรับการลงทุนจากต่างชาติ โดยใช้กฎหมายส่งเสริมการลงทุนมาเป็นเครื่องมือ และใช้บริษัทนอมินีที่เป็นนักการเมืองท้องถิ่นอย่างนายประภัตร เป็นผู้จดทะเบียนแทน ซึ่งเรื่องนี้ตนเห็นว่ามีความเป็นไปได้สูง เพราะรัฐบาลชุดนี้พยายามจะปรับความสำพันธ์กับซาอุฯให้กลับมาอยู่ในระดับปกติ ซึ่งก็คงจะใช่การร่วมทุนดังกล่าวเป็นเครื่องมือในการพัฒนาความสัมพันธ์กับซาอุ และที่ผ่านมาได้เคยมีบริษัทญี่ปุ่น มาลงทุนปลูกข้างพันธุ์ลุกผสมที่ จ.สุโขทัย โดยให้นักการเมืองท้องถิ่นเป็นผู้จัดจัดตั้งบริษัท บังหน้าแทน
2.การลงทุนของทุนข้ามชาติโดยผ่านเทคโนโลยีสมัยใหม่ ร่วมกับทุนในประเทศและสมรู้ร่วมคิดกับรัฐบาลเพื่อให้เป็นแนวนโยบายของประเทศที่จะใช้เทคโนโลยีนั้น เช่น พันธุ์ข้าวลูกผสม ซึ่งขณะนี้ ได้มีการใช้แพร่หลายในหลายจังหวัด และให้ธนาคารเพื่อการเกษตรและสหกรณ์การเกษตร (ธ.ก.ส.)หักกับเกษตรกรที่เป็นลูกหนี้ของธกส.ให้หักค่าพันธุ์ข้าว ไร่ละ 1,600 บาท ซึ่งเป็นการลงทุนที่ชาวนาเสี่ยงร้อยเปอร์เซ็นต์แต่บริษัทดังกล่าวได้กำไรร้อยเปอร์เซ็นต์
“ชาวนาอาจจะฆ่าตัวตายอีกมาก เพราะการลงทุนมันเพิ่มขึ้นทุกด้าน ทั้งค่าเช่าเพิ่มเป็น 2 พันบาทต่อไร่ต่อรอบ เป็นปัญหาที่ภาครัฐไม่เคยสนใจและกระทรวงเกษตรฯก็ไม่เคยลงมาดู ร่วมทั้งปัญหาเกษตรกรไม่มีที่ดินทำกินเป็นของตนเองอีกเกือบ 2 ล้านครอบครัว ซึ่งเป็นปัญหาที่รุนแรงและใหญ่กว่ารัฐธรรมนูญ แต่ไม่เคยมีรัฐบาลหรือหน่วยงานรัฐแก้ไขอย่างจริงจัง นายวิฑูรย์ กล่าวว่าหากเป็นเช่นนี้ ประเทศไทยจะล้าหลังกว่าเวียดนาม ไต้หวันและจีน อย่างแน่นอน เพราะประเทศเหล่านี้มีโครงสร้างที่จัดสรรที่ดินให้เกษตรกรอย่างชัดเจน และมีการแบ่งโซนที่ดินเพื่อเกษตรกรรมและเพื่อเศรษฐกิจอย่างชัดเจน และมีกฎหมายคุ้มครองที่เข้มงวด
อย่างไรก็ตาม วานนี้ (22 พ.ค.) พ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตร อดีตนายกรัฐมนตรี ในฐานะประธานคณะกรรมการมูลนิธิไทยคม กล่าวตอนหนึ่งในการเปิดงานปาฐกถาของนายสุลต่าน อาห์เหม็ต บิน สุลาเยม ประธานกลุ่มบริษัท ดูไบ เวิลด์ ว่า ตนขอยืนยันว่าไม่เกี่ยวกับการเข้ามาดำเนินการลงนามบันทึกความเข้าใจการให้ความช่วยเหลือแบบให้เปล่าจากบริษัท ดูไบ เวิลด์ เพื่อศึกษาความเหมาะสมโครงการแลนด์บริดจ์
“รายการนี้ผมไม่มีเอี่ยว ผมเพียงอยากเห็นเม็ดเงินเข้ามาในประเทศ เมื่อต้นดอกผมไม่ได้ดู แต่เรื่องนี้พอได้ดู ไม่รู้จะทำอะไร อยากเห็นคนรุ่นหลังได้พัฒนา ผมจึงไปพบสุลต่าน ดูไบ เวิลด์ และบอกว่าจะขอให้มาพูดในหัวข้อที่ผมเป็นคนตั้งขึ้นมา อยากให้เล่าว่าเติบโตอย่างไร อัศจรรย์อย่างไร เพราะผมเห็นเรื่องชาติสำคัญกว่า เรื่องส่วนตัวเป็นเรื่องเล็ก” อดีตนายกรัฐมนตรี กล่าว
พ.ต.ท.ทักษิณ ยอมรับว่า โครงการแลนด์บริดจ์ ที่ทางดูไบ เวิลด์ สนใจที่จะเชื่อมโยงการขนส่งสินค้าระหว่างอ่าวกัลฟ์ (อาหรับ) กับทะเลอันดามัน โดยเป็นท่าเรือน้ำลึกระหว่างอ่าวไทยและอันดามัน ซึ่งใช้ระยะเวลาในการเดินทางเพียง 7-8 วันเท่านั้น
อดีตนายกรัฐมนตรี ระบุว่า เขาจะเลี้ยงต้อนรับนักวิทยาศาสตร์ 2 คนที่คิดค้นการทำจีโนมนุษย์ และคิดค้นการทำแบคทีเรียให้เป็นพลังงานเชื้อเพลิงมาพบจึงได้เชิญ รมว.พลังงาน มาพบ ในรอบสัปดาห์นี้ยังเชิญนักลงทุนที่มีฐานจากอังกฤษ รวมทั้งเจ้าหญิงคอรีน่า ที่เป็นผู้ดำเนินการกองทุนระหว่างสเปนกับซาอุดีอาระเบีย โดยเชื่อว่าจะเป็นส่วนหนึ่งในการฟื้นความสัมพันธ์ในอนาคต และในวันอาทิตย์นี้จะต้อนรับนายฌอง เกเตียง อดีตผู้นำฝรั่งเศส รวมทั้งอดีตผู้นำปากีสถาน อดีตผู้นำเปรู (ฟูจิโมริ) ซึ่งตนคิดว่าในอนาคตอาจจะมีการจัดตั้ง “คลับ อดีตผู้นำ” หรือ “คลับ ออฟ ลีดเดอร์” เพื่อเป็นประโยชน์เพื่อสังคมไทย.
Hidden Agenda in Jakrapop Penkair's eyes (4)
เป้าหมายแท้จริงที่สะท้อนผ่านจักรภพ (4)
จักรภพพูดไว้ที่สโมสรผู้สื่อข่าวต่างประเทศประจำประเทศไทย เมื่อเดือนกันยายน 2550 ว่า ทักษิณเป็นทางเลือกใหม่ของประชาชน เพราะทักษิณเป็นผู้ทำชีวิตประชาชนให้ดีขึ้นจากเดิมมากกว่า โดยเฉพาะประโยคของจักรภพที่กล่าวว่า "นายกฯทักษิณได้กำจัดอำนาจของระบบอุปถัมภ์ และเปลี่ยนให้เป็นนโยบายสาธารณะ"
จักรภพเปลือยออกมาอย่างล่อนจ้อน
เปลือยให้เห็นเป้าหมายแท้จริงที่ต้องกำจัด
จักรภพยังได้พูดถึงทักษิณต่อไปอีกว่า "ทักษิณไม่ได้รับความไว้วางใจเพราะทักษิณละเมิดกฎของการพึ่งพาอาศัย ท่านเริ่มเป็นนายกรัฐมนตรีไม่ต้องพึ่งพาคนอื่น และนั่นคือบาปในระบบอุปถัมภ์ ทักษิณทำถูกหรือผิดขึ้นอยู่กับประวัติศาสตร์จะเป็นผู้ตัดสิน คุณสามารถลากเขาขึ้นศาลได้ไม่สำคัญ แต่สิ่งที่สำคัญคือสิ่งที่ท่านทิ้งไว้ให้กับประเทศไทย เป็นสิ่งที่ประชาชนไม่เคยรู้สึกมาก่อน"
จักรภพกำลังกล่าวหาระบบอุปถัมภ์ใช่หรือไม่
กล่าวหาว่าการที่ทักษิณไม่ได้รับความไว้วางใจ เพราะทักษิณละเมิดกฎของการพึ่งพาอาศัย ซึ่งจักรภพเคยชี้นำมาก่อนหน้านี้แล้วว่าคือระบบอุปถัมภ์นั่นเอง
จักรภพเชิดชูทักษิณอย่างสุดๆ ในขณะที่ "ระบบอุปถัมภ์" ตามความเข้าใจของจักรภพนั้นไม่ได้อยู่ในสายตาของจักรภพหรืออย่างไรกันแน่
จักรภพได้พูดต่อไปอีกว่า
"ท่านเกือบไม่ได้ทำอะไรให้คนกรุงเทพฯเลย เพราะท่านรู้สึกว่าคนกรุงเทพฯไม่ต้องการท่านมากนัก ถ้าคุณถามคนกรุงเทพฯว่าทักษิณทำอะไรให้พวกเขาบ้าง คงต้องใช้เวลาสัก 2 สัปดาห์กว่าพวกเขาจะนึกออก แต่ถ้าคุณถามประชาชนระดับรากหญ้า พวกเขาสามารถบอกได้ทันที 10 อย่างที่พวกเขารู้สึกว่าได้จากระบบใหม่ของทักษิณ ถ้าถามว่าทักษิณให้ความอุปถัมภ์พวกเขาหรือไม่ ก็อาจเป็นได้ แต่ท่านมิได้หมายความว่าจะต้องทำด้วยวิธีนั้น"
จักรภพไม่เข้าใจหรือแกล้งทำเป็นไม่เข้าใจกันแน่ว่า คนกรุงเทพฯนั้นเป็นคนที่อยู่ใกล้ชิดกับข้อมูลข่าวสารมากกว่าคนในชนบท ได้รับการศึกษาสูงกว่าคนในชนบท คนกรุงเทพฯคิดเองได้ว่าใครเป็นอย่างไร เชื่อถือได้มากน้อยแค่ไหน และปูมหลังความเป็นมาตลอดจนพฤติกรรมในอดีตของทักษิณ นั้นเป็นอย่างไร คนกรุงเทพฯบอกได้โดยไม่ต้องมีใครไปเป่าหูให้เชื่อตาม
จักรภพนำข้อเท็จจริงมาพูดบ้างก็จะดี
คำพูดต่อไปของจักรภพในวันนั้น จักรภพบอกว่า
"ท่านถูกยึดอำนาจขณะที่กำลังรอที่จะกล่าวปราศรัยในที่ประชุมสหประชาชาติ หลังการปฏิวัติเมื่อวันที่ 19 กันยายน 2549 เราวางแผนที่จะจัดตั้งรัฐบาลพลัดถิ่น แต่โทรศัพท์จากกรุงเทพฯได้เปลี่ยนแผนทั้งหมด ผมคิดว่าเราพลาด เราควรทำตามแผน เราควรทำให้คณะปฏิรูป รัฐบาลสุรยุทธ์ และพรรคพวกของเขากลายเป็นพวกนอกกฎหมายเช่นเดียวกับเฮงสัมริน กับรัฐบาลฮุนเซ็น เมื่อหลายปีก่อน เราควรทำเช่นนั้น แต่โทรศัพท์จากกรุงเทพฯทำให้ทุกอย่างเปลี่ยนไป เราจะทำอะไรได้ ผมเป็นเพียงคนตัวเล็กๆ ในคณะผู้ติดตาม ตอนนั้นผมเป็นผู้ช่วยเลขาธิการนายกรัฐมนตรี ผมควรจะยืนกรานในเรื่องรัฐบาลพลัดถิ่น และถ้าจะเกิดการเผชิญหน้าการปะทะกันก็ปล่อยให้มันเกิดไป"
จักรภพพูดถึงการจัดตั้งรัฐบาลพลัดถิ่น
พูดอย่างไม่คิดว่าจะมีความเป็นไปได้มากน้อยแค่ไหนในการหาประเทศที่จะยินยอมพร้อมใจร่วมมือด้วย หรือให้การรับรอง
จักรภพยังพูดต่อไปอีกว่า
"เรากำลังพูดถึงแง่มุมประวัติศาสตร์ว่า แม้แต่นายกรัฐมนตรีซึ่งได้รับเลือกตั้งมาจากประชาชน สิ่งที่ท่านทำเป็นการปลดปล่อยประชาชนจากระบบอุปถัมภ์ แต่เมื่อมีการตัดสินใจครั้งสำคัญ ท่านก็ตัดสินใจออกจากระบบอุปถัมภ์ ระบบอุปถัมภ์หยั่งรากลึกและขัดแย้งโดยตรงกับการทำให้เป็นประชาธิปไตย เราต้องทำการเปลี่ยนแปลง
เราต้องถามว่าใครกันที่คอยให้การอุปถัมภ์ประชาชน และผมเชื่อว่าถึงเวลาแล้วที่จะทำเช่นนั้น เมื่อคุณเข้าคุกมาแล้วครั้งหนึ่งก็ไม่เป็นไร เราเข้าคุกอีกได้เพื่อให้วัตถุประสงค์ของเราเป็นจริง ไม่เป็นไรเลย"
ชัดเจนหรือไม่ว่าจักรภพต้องการอะไร
คงไม่มีอะไรที่เคลือบแคลงสงสัยต่อไปอีกแล้วใช่หรือไม่ว่า คำพูดของจักรภพในประโยคที่ว่า "สิ่งที่ท่านทำเป็นการปลดปล่อยประชาชนจากระบบอุปถัมภ์ ระบบอุปถัมภ์หยั่งรากลึกและขัดแย้งโดยตรงกับการทำให้เป็นประชาธิปไตย เราต้องทำการเปลี่ยนแปลง" นั้นเป็นคำพูดที่บอกให้รู้ว่าทักษิณต้องการทำอะไร
ต้องการเปลี่ยนแปลงให้สำเร็จ
เป็นประชาธิปไตยที่ใม่ใช่ "การปกครองระบอบประชาธิปไตยอันมีพระมหากษัตริย์ทรงเป็นประมุข" หรือเปล่า
ผู้เขียน : ตาโป๋เป่าปี่
คอลัมน์ : กวนใจให้สะอาด หนังสือพิมพ์แนวหน้า วันที่ 23/5/2008
Jakrapop decides to fight
"จักรภพ"ประกาศสู้ยิบตา คดีดูหมิ่นเบื้องสูง 
ได้เวลา : นายสาทิตย์ วงศ์หนองเตย ประธานวิปฝ่ายค้าน ยื่นหนังสือถอดถอน นายจักรภพ เพ็ญแข รัฐมนตรีประจำสำนักนายกรัฐมนตรี ต่อ นายประสพสุข บุญเดช ประธานวุฒิสภา ระบุถึงพฤติกรรมที่เข้าข่ายใช้อำนาจหน้าที่ขัดรัฐธรรมนูญและจะยื่นให้ ป.ป.ช.พิจารณาต่อไป
ท้าตำรวจรีบเช็คบิล "ทักษิณ"สั่งให้ถอย
พ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตร อดีตนายกรัฐมนตรี ให้สัมภาษณ์เมื่อเช้าวันที่21 พฤษภาคมกรณีนายจักรภพ เพ็ญแข รมต.ประจำสำนักนายกรัฐมนตรี ถูกแจ้งความดำเนินคดีข้อหาหมิ่นสถาบันว่า ถ้านายจักรภพไม่สามารถชี้แจงต่อสังคมได้ ก็ต้องถอย เพราะการอธิบายต้องมีความชัดเจน และคนไทยก็อ่อนไหว ต่อเรื่องสถาบัน ตนไม่อยากให้นำเรื่องสถาบันมาเกี่ยวข้องกับการเมืองเพราะสถาบันต้องอยู่สูงกว่าการเมือง
ผู้สื่อข่าวถามว่า นายจักรภพควรดำเนินการอย่างไร พ.ต.ท.ทักษิณ กล่าวว่า นายจักรภพก็มีวิจารณญาณในการฟังกระแสสังคมว่าเป็นอย่างไร ด้านนายสมชาย วงศ์สวัสดิ์ รองนายกฯและรมว.ศึกษาธิการ กล่าวว่า นายจักภพ ต้องพิสูจน์ความจริง หากผิดก็ต้องพิจารณาตัวเอง
ส่วน นายสมัคร สุนทรเวช นายกรัฐมนตรี กล่าวว่ากรณีของนายจักรภพ ขอให้เป็นหน้าที่ของตำรวจในการสอบสวนข้อเท็จจริงตามกระบวนการ โดยหากเข้าถึงศาลก็ควรต้องออกจากตำแหน่งซึ่งเป็นวิธีที่ดีที่สุด แต่ตอนนี้ นายจักรภพ มีสิทธิ์ในการทำหน้าที่ต่อได้
ทั้งนี้ ตนได้อ่านคำแปลแล้วทั้งภาษาไทยและอังกฤษแต่ไม่ขอออกความเห็น ส่วนการให้ความเห็นของ พล.อ.ชวลิต ยงใจยุทธ อดีตนายกรัฐมนตรี นั้นไม่ขอออกความคิดเห็นเช่นกัน
แนะเพ็ญรับผิด-ขออภัยโทษ
วันเดียวกัน พล.ต.สนั่น ขจรประศาสน์ รองนายกฯ กล่าวถึงกรณีนายจักรภพ ว่า เรื่องนี้ต้องมาพิสูจน์กันว่าข้อความที่กล่าวไปนั้นไปพาดพิงสถาบันหรือไม่ อันนี้คิดว่าทางตำรวจและฝ่ายความมั่นคงเขาคงจะได้ดูแล
เมื่อถามว่าในช่วงที่เจ้าหน้าที่กำลังทำการตรวจสอบข้อมูลจะให้คำแนะนำอะไรกับนายจักรภพ พล.ต.สนั่น กล่าวว่า คิดว่าถ้าท่านรัฐมนตรีนายจักรภพหยุดให้สัมภาษณ์เพื่อพิสูจน์ข้อเท็จจริง ตนคิดว่าความจริงก็คงจะปรากฏขึ้นมา
"เรื่องนี้ทางฝ่ายทหารเขาคงต้องติดตามอย่างใกล้ชิด เพราะเป็นสถาบันสูงสุดและทหารก็เป็นราชองครักษ์ทุกคน จึงเป็นเรื่องธรรมดาที่เขาจะต้องติดตาม ผมคิดว่าทุกฝ่ายควรหันหน้ามาพูดกัน แก้กันอย่างไร หยุดกันอย่างไร อะไรที่ผิดพลาดก็ต้องยอมรับผิด อะไรที่ผิดพลาดไปแล้ว โอกาสที่จะขออภัยโทษ หรือขออะไรก็ยังมีอยู่ เพราะเป็นผู้บริหารประเทศนี่"พล.ต.สนั่น กล่าว
ชูศักดิ์เตือนทุกฝ่ายต้องตระหนัก
นายชูศักดิ์ ศิรินิล รมต.ประจำสำนักนายกรัฐมนตรี แสดงความเห็นว่า สือควรจะต้องระมัดระวังในการเสนอ ข่าว และอยากฝากขอเสนอแนะในฐานะนักการเมืองคนหนึ่ง วิธีการเคารพเทิดทูลสถาบันที่ดีที่สุดคืออย่าเอามาพูดกันทางสื่อ ทางอะไรต่างๆ
"แม้แต่ข้อบังคับการประชุมสภาฯเขายังพูดไว้ชัดห้ามพูดถึงสถาบันโดยไม่จำเป็น เขามีเจตนารมณ์ชัดเจน ขอฝากไว้แค่นี้"นายชูศักดิ์ กล่าว
"เจ้เพ็ญ"ประกาศขอสู้ตาย
ที่ทำเนียบรัฐบาล เมื่อเวลา 17.40 น. นายจักรภพ เพ็ญแข รมต.ประจำสำนักนายกรัฐมนตรีได้ให้คนติดตามนำหนังสือบันทึกข้อความฉบับที่ นร.0405 (ลต.2)/3737 ลงวันที่ 21 พฤษภาคม เรื่อง กรณีไปบรรยายพิเศษเป็นภาษาอังกฤษแก่สมาคมผู้สื่อข่าวเศรษฐกิจต่างประเทศ(FCCT) เมื่อวันที่ 29 สิงหาคม 2550 ไปแจกจ่ายสื่อมวลชน
โดยมีข้อความว่า กราบเรียน ฯพณฯ นายกรัฐมนตรี ตามที่มีพรรคการเมืองฝ่ายค้านได้นำเอากรณีที่ พ.ต.ท.วัฒนศักดิ์ มุ่งกิจการดี แจ้งความต่อพนักงานสอบสวนกองปราบปราม ให้ดำเนินคดีแก่กระผม ในกรณที่กระผมได้ไปบรรยายพิเศษเป็นภาษาอังกฤษแก่สมาชิกสมาคมผู้สื่อข่าวเศรษฐกิจต่างประเทศ(FCCT) ในวันที่ 29 สิงหาคม พ.ศ.2550 ก่อนที่จะได้มีพระบรมราชโองการโปรดเกล้าฯ เป็นรัฐมนตรีประจำสำนักนายกรัฐมนตรี จนบัดนี้พรรคการเมืองฝ่ายค้านได้นำมาเป็นประเด็นกล่าวหากระผมว่า การบรรยายดังกล่าวเป็นความผิดต่อกฎหมายนั้น
ฟ้าผ่าเปรี้ยงหลังเพ็ญประกาศสู้
กระผมได้พิจารณาต่อกรณีที่ถูกกล่าวหาโดยตระหนักแล้วเห็นว่า เพื่อให้กรณีตามที่กระผมได้ถูกกล่าวหาเป็นที่ยุติว่ากระผมได้กระทำความผิดหรือไม่ประการใดนั้น กระผมขอกราบเรียนว่ากระผมพร้อมที่จะพิสูจน์ความผิดและความจริงให้เป็นที่ประจักษ์ชัดแจ้งว่า กระผมได้กระทำความผิดตามที่ถูกกล่าวหาหรือไม่ประการใดนั้น พนักงานสอบสวนอาจจะมีความลำบากใจในการที่จะทำการสืบสวนสอบสวน ดำเนินคดีกับกระผม ก็อาจจะเป็นได้
เพื่อให้กรณีที่ถูกกล่าวหาเป็นที่ยุติจึงขอกราบเรียนต่อ ฯพณฯ นายกรัฐมนตรี เพื่อได้โปรดแจ้งไปยังสำนักงานตำรวจแห่งชาติ ให้พนักงานสอบสวนทำการสืบสวนสอบสวน กรณีดังกล่าวให้ยุติหมดสิ้นกระแสความ ซึ่งหากปรากฏว่ากระผมได้กระทำความผิดจริงตามที่ถูกกล่าวหา กระผมก็พร้อมที่จะให้ดำเนินคดีและพร้อมที่จะรับโทษทัณฑ์ตามกฎหมาย
จึงกราบเรียนมาเพื่อโปรดพิจารณาและสั่งการตามที่เห็นสมควร นายจักรภพ เพ็ญแข รัฐมนตรีประจำสำนักนายกรัฐมนตรี
ผู้สื่อข่าวรายงานว่าภายหลังจากที่คนติดตามนายจักรภพ ได้นำเอกสารมาแจกปรากฏว่าเกิดเหตุฟ้าผ่ากะทันหัน ทำให้ไฟดับทั้งทำเนียบรัฐบาลเป็นเวลากว่า 20 วินาที
เผย"เจ๊เพ็ญ"เครียดจัด
มีรายงาน่า เมื่อเวลาเวลา 10.30 น. ที่กระทรวงการต่างประเทศ นายสมัคร สุนทรเวช นายกรัฐมนตรีและรมว.กลาโหม เป็นประธานการประชุมคณะกรรมการยุทธศาสตร์ด้านการต่างประเทศในระดับชาติ ขณะที่นายจักรภพ เพ็ญแข รมต.ประจำสำนักนายกฯที่มีรายชื่อในการประชุมด้วย ไม่ได้มาร่วมระชุม
คนใกล้ชิด นายจักรภพ เปิดเผยว่า นายจักรภพ ค่อนข้างเครียดกับกระแสกดดันให้ลาออกมาก และในตอนบ่าย นายจักรภพ ได้เดินทางไปพบผู้ใหญ่คนหนึ่ง ที่นับถือและทีมทนายความเพื่อหารือว่าควรจะทำอย่างไร นอกจากนี้นายจักรภพยกเลิกกำหนดการไปเยือนฟิลิปปินส์ร่วมกับนายสมัครในวันที่ 22พ.ค.แล้ว เพื่อเตรียมชี้แจงเรื่องการพาดพิงสถาบันด้วย
ฝ่ายค้านยื่นถอดเจ้เพ็ญแล้ว
ด้าน สมาชิกพรรคประชาธิปัตย์ นายสาทิตย์ วงศ์หนองเตย, นายอลงกรณ์ พลบุตร เข้ายื่นหนังสือต่อนายประสพสุข บุญเดช ประธานวุฒิสภา เพื่อถอดถอนนายจักรภพ เพ็ญแข ออกจากรัฐมนตรี เนื่องจากมีข้อกล่าวหาและพฤติการณ์ที่ส่อว่าจงใจใช้อำนาจหน้าที่ขัดต่อกฎหมาย และส่อว่าจงใจใช้อำนาจหน้าที่ขัดต่อรัฐธรรมนูญ ตามมาตรา 271 ของรัฐธรรมนูญ
นายประสพสุขกล่าวว่า เรื่องการตรวจเอกสารคาดว่าจะแล้วเสร็จในวันศุกร์นี้ หรืออย่างช้าไม่เกินวันจันทร์ และจะนำส่งต่อไปยังคณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการทุจริตแห่งชาติ (ป.ป.ช.) ให้ดำเนินการต่อไป อย่างไรก็ตามขณะนี้อยู่ในช่วงปิดสมัยประชุม ซึ่งตนจะทำหนังสือแจ้งไปยังสมาชิกวุฒิสภาทุกท่านว่าขณะนี้มีเรื่องการยื่นถอดถอนเข้ามาแล้ว
เหลิมเดินหน้าจัดการเว็ปไซด์
ร.ต.อ.เฉลิม อยู่บำรุง รมว.มหาดไทย กล่าวว่า ขณะนี้ตนตั้งหน่วยรับผิดชอบเกี่ยวกับข้อความที่ไม่สมควร และไม่บังควรในเว็บไซต์ และได้ทำหนังสือถึงกระทรวงเทคโนโลยีสารสนเทศและการสื่อสาร ให้ตั้งเจ้าหน้าที่กรมการปกครองไปดำเนินการแล้ว โดยเริ่มตั้งแต่บัดนี้ต้นไป เพื่อค้นหาต้นตอของเว็บไวต์ที่เข้าข่ายหมิ่นสถาบัน โดยใช้เวลาไม่เกิน 72 ชั่วโมงก็จะทราบว่าต้นตอของเว็บไซต์ดังกล่าวอยู่ที่ใด จากนั้นก็จะขอหมายศาลไปจับ และเวลาไปตรวจค้นตนจะไปดูด้วยตัวเอง
"ความจริงแล้วใช้เวลาเพียงแค่ 1 -2 ชั่วโมงก็รู้แล้วว่าต้นตอมาจากที่ไหน แต่อยากฝากเตือนไปยังเจ้าของเว็บไซต์ที่เข้าข่ายหมิ่นสถาบันว่า ถึงแม้มีต้นตอมาจากต่างประเทศ ก็ถือว่ามีความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา กฎหมายสารสนเทศ กฎหมายคอมพิวเตอร์ ความผิดทางปกครอง ซึ่งหากเจ้าของเว็บเห็นแล้วไม่ยอมดำเนินการก็จะถือว่ามีส่วนร่วมในการเผยแพร่สนับสนุน ซึ่งถือว่าเป็นความผิดที่เกิดขึ้นในราชอาณาจักรไทย และดำเนินคดีตามกฎหมายไทย ขึ้นศาลไทย" ร.ต.อ.เฉลิม กล่าว และว่า ตนจะใช้วิธีเจรจาไปยังหน่วยงานเครือข่ายที่เกี่ยวข้องเพื่อขอความร่วมมือในการตรวจสอบเรื่องดังกล่าวอย่างเป็นระบบ และจริงจัง เชื่อว่าสุดท้ายจะแก้ไขสถานการณ์ได้
"มั่น"ไฟเขียวให้เข้าไปจัดการ
นายมั่น พัธโนทัย รมว.เทคโนโลยีสารสนเทศ และการสื่อสาร(ไอซีที) เปิดเผยว่า ที่ผ่านมาผู้ให้บริการอินเตอร์เน็ต(ไอเอสพี) ยังไม่กล้าปิดกั้น(บล็อก)เว็บไซต์เผยแพร่ข้อมูลที่ส่อหมิ่นสถาบันได้ทันทีหลังจากที่มีการตรวจพบ เพราะเกรงว่าจะเข้าข่ายกระทำความผิด ตามกฎหมายของคณะกรรมการกิจการโทรคมนาคมแห่งชาติ(กทช.)ว่าด้วยการห้ามปิดกั้นการเผยแพร่ข้อมูล ข่าวสาร ซึ่งมีโทษสูงสุดถึงขั้นถอดถอนใบอนุญาต แต่หลังจากที่กระทรวงไอซีที ได้หารือกับ กทช. แล้ว ก็จะเป็นผู้รับประกันให้กับไอเอสพีทุกรายว่าจะไม่ถูกถอดถอนใบอนุญาตแน่นอน หากสกัดกั้นเว็บไซต์ที่หมิ่นพระบรมเดชานุภาพอย่างแท้จริง
ทัพบกเตือนอย่าพาดพิงสถาบัน
พล.อ.อนุพงษ์ เผ่าจินดา ผู้บัญชาการทหารบก กล่าวว่า หลักเทิดพระเกียรติง่ายๆคือต้องไม่ทำอะไรไปเข้าใกล้แม้แต่นิดเดียวนายกรัฐมนตรีมีแนวทางแน่ชัดในการแก้ปัญหาอย่าง ซึ่งเหล่าทัพมีความกังวล ทั้งนี้ ทุกคนไม่ควรนำสถาบันเข้ามาเกี่ยวข้องและไม่ควร พูด
เมื่อถามถึงกรณีที่นายจักรภพ ออกมาระบุว่าภรรยานายทหารเป็นผู้แปลคำกล่าว พล.อ.อนุพงษ์ กล่าวว่า ตนไม่ทราบแต่ได้อ่านเอกสารคำแปลแล้ว
ขณะเดียวกันมีรายงานว่า พล.อ.อนุพงษ์ ได้เข้าพบนายกรัฐมนตรีประมาณครั่งชั่วโมงคาดว่าเป็นการหารือกรณีนายจักรภพ
ที่มา : ข่าวการเมือง หนังสือพิมพ์ แนวหน้า วันที่ 22/5/2008
http://www.naewna.com/news.asp?ID=109943
Translation Jakrapop's speech at FCCT
ถอดคำพูด 'จักรภพ'ที่ FCCT(หมดเปลือก......ฉบับภาษาไทย)
การบรรยายของนายจักรภพ เพ็ญแข ที่ประชุมชมรมนักข่าวต่างประเทศ, กันยายน 2550
พิธีกร (โจนาธาน)
เราโชคดีมากที่คุณจักรภพมาในวันนี้เพื่อที่จะให้ความรู้แก่เราในมุมมองที่แตกต่างออกไปจากมุมมองของคณะปฏิรูป ตลอดจนแผนการนำประชาธิปไตยกลับคืนสู่ประเทศไทย...
จักรภพ
ขอบคุณ โจนาธาน สมาชิกผู้ทรงเกียรติ และเพื่อนๆ ผมอยากเล่าเจาะจงลงไปว่า ผมได้ผ่านอะไรมาบ้าง พวกคุณจะได้เข้าใจสถานการณ์ของผม ผมเพิ่งออกจากคุกคุณเปรม ไม่ใช่คุกทั่วไป แต่เป็นคุกคุณเปรม ซึ่งเป็นวิธีการของคุณเปรมในการสื่อสารกับประชาชนว่าเขาเป็นบุคคลที่แตะต้องไม่ได้คุณเปรมเป็นใคร เขาเป็นตัวแทนของใคร...เป็นส่วนหนึ่งของสิ่งที่เราจะอภิปรายกันในคืนนี้ เพราะมันเกี่ยวข้องกับประชาธิปไตยในปัจจุบันและในอนาคตของประเทศไทย อย่างที่พวกคุณทราบกันเพราะพวกคุณส่วนใหญ่ก็มีความรู้ดีอยู่แล้วเกี่ยวกับประเทศไทย ตลอดจนความซับซ้อนเรื่องปวดหัวที่ไม่จำเป็นและสถานการณ์ทางการเมืองของไทย โจนาธานกำหนดหัวข้อใหญ่มากให้ผมคือ“ประชาธิปไตยกับระบบอุปถัมภ์ของไทย” ให้เป็นส่วนหนึ่งของการอภิปรายเกี่ยวกับการทำให้ประเทศไทยเป็นประชาธิปไตย ซึ่งผมจะพยายามทำให้ดีที่สุด
ที่จริงหากพิจารณาสถานการณ์ของประเทศในปัจจุบัน ก็คงไม่มีหัวข้อไหนเหมาะสมไปกว่านี้อีกแล้ว วิกฤตทางการเมืองในปัจจุบันตามความเห็นของผม คือความขัดแย้งกันระหว่างประชาธิปไตยกับระบบอุปถัมภ์ ซึ่งเป็นความขัดแย้งแบบเผชิญหน้า และจะทำให้เกิดการเปลี่ยนแปลงประเทศไทยและรากฐานของประเทศ ซึ่งเดิมพันสูงมากทั้งสองฝ่ายทั้งประชาธิปไตยและระบบอุปถัมภ์ และถ้าท่านพิจารณาผลการลงประชามติเมื่อวันที่ 19 สิงหาคมอย่างจริงจัง ท่านจะเห็นว่าเป็นการเผชิญหน้ากันระหว่างประชาชนจำนวน 56% และ 41% ของประชากรทั้งหมด ไม่เคยปรากฏมาก่อนที่ประชาชนจำนวนมากออกมาบอกว่า “เราไม่ต้องการการอุปถัมภ์ของท่านอีกต่อไป” เราต้องการประชาธิปไตย มิใช่คนที่มาตบหลังเรา ไม่ใช่คนที่บอกเราว่า “เราจะทำให้ชีวิตคุณดีขึ้นเล็กน้อย แต่คุณต้องสำนึกในบุญคุณของเรา” ถึงเวลาแล้วที่การเปลี่ยนแปลงที่แท้จริงควรเป็นสิทธิ์ระดับชาติของประชาชนไทยไม่ยิ่งหย่อนไปกว่าประชาชนส่วนใหญ่ในประเทศที่พัฒนาแล้ว ผมเชื่อว่าเราจะสามารถเห็นการเปลี่ยนแปลงนี้ได้ภายในชั่วชีวิตของเรา การเปลี่ยนแปลงโดยสิ้นเชิงซึ่งกำลังเริ่มขึ้นในขณะนี้
อย่างไรก็ตาม เราเริ่มต้นด้วยการเป็นประเทศในระบบอุปถัมภ์ พวกคุณส่วนใหญ่คงเคยอ่านเรื่องราวเกี่ยวกับประเทศไทยและประวัติศาสตร์สั้นๆของประเทศไทย เพราะเราตัดสินใจที่จะนับประวัติศาสตร์ไทยย้อนหลังไปเพียง 700 ปี โดยไม่สนใจช่วง 300 ปีก่อนหน้านั้น เพราะเป็นช่วงเวลาที่เกี่ยวข้องกับเหตุการณ์ความยุ่งยากทางภาคใต้ ดังนั้นประวัติศาสตร์ชาติไทยจึงถูกเลือกให้เริ่มต้นเมื่อ 700 ปีที่แล้วในสมัยสุโขทัยซึ่งมีสุโขทัยเป็นเมืองหลวง ในรัชสมัยหนึ่งในยุคสุโขทัยเราถูกชักนำให้เชื่อว่ากษัตริย์องค์หนึ่งในสมัยสุโขทัยคือพ่อขุนรามคำแหง เป็น “พี่ชายที่ยิ่งใหญ่” ขอโทษ “พ่อขุนรามคำแหงที่ยิ่งใหญ่” เนื่องจากแนวคิดที่ว่ากษัตริย์เปรียบเหมือนพระเจ้ายังมิได้เข้ามาในแผ่นดินไทยในสมัยสุโขทัย ดังนั้นกษัตริย์ในสมัยสุโขทัยจึงถูกมองว่าเป็น “พ่อที่ยิ่งใหญ่” ผู้ที่มีความเมตตากรุณาต่อประชาชนและให้สิ่งที่ประชาชนต้องการ
ตัวอย่างหนึ่งที่เป็นที่รู้จักกันทั่วไปก็คือพ่อขุนรามคำแหงให้นำระฆังมาแขวนไว้หน้าวัง ผู้ใดมีปัญหาก็สามารถมาเคาะระฆังได้และพระองค์หรือคนของพระองค์ ก็จะออกมาช่วยจัดการแก้ปัญหาให้ เรื่องนี้เป็นหนึ่งในบทเรียนแรกๆ ที่นักเรียนไทยได้เรียนเกี่ยวกับระบอบการปกครองของไทย ว่าเราสามารถที่จะพึ่งพาใครได้ เมื่อเรามีปัญหาก็หันไปหาผู้ที่สามารถช่วยเราได้ ด้วยเหตุนี้ก่อนที่เราจะรู้ตัว เราก็ถูกชักนำเข้าไปสู่ระบบอุปถัมภ์เสียแล้ว เพราะเราเรียกหาการพึ่งพาอาศัย การอุปการะก่อนที่จะใช้ความสามารถของตนเอง สิ่งเหล่านี้เป็นแนวคิดพื้นฐานที่ทำให้คนไทยแตกต่างจากชนชาติอื่นในโลกเราเริ่มต้นมาเช่นนั้น ในสมัยสุโขทัยเรามีกษัตริย์ที่ทำเช่นนั้น ดังนั้นประชาชนจึงมีหน้าที่ที่จะซื่อสัตย์ ประชาชนมีหน้าที่ที่จะต้องมีความศรัทธาในระบบซึ่งมีผู้มอบให้แก่พวกเขาเพราะเป็นระบบที่ใช้ได้ผล ในช่วงเวลานั้นและไม่มีระบบอื่นที่สามารถแข่งได้ กล่าวอีกนัยหนึ่งก็คือ ไม่มีแนวคิดที่ดีกว่านี้ในการปกครองอาณาจักรไทย ระบบดังกล่าวจึงเป็นระบบที่ดีที่สุดในขณะนั้น
ต่อมาในสมัยอยุธยาซึ่งมีอยุธยาเป็นเมืองหลวงเป็นเวลา 400 กว่าปีแนวคิดที่ว่ากษัตริย์เปรียบเหมือนพระเจ้าถูกนำเข้ามาโดยได้รับอิทธิพลจากอารยะธรรมเขมร กษัตริย์เป็นกึ่งเทพเจ้า เป็นตัวแทนของเทพในศาสนาฮินดูและพระเจ้าที่อยู่เหนือเทพทั้งหลาย ดังนั้นระบบอุปถัมภ์ซึ่งให้ความช่วยเหลือประชาชน เป็นที่พึ่งของประชาชน ได้ถูกเปลี่ยนมาเป็นการปกป้อง ถ้าคุณมีความซื่อสัตย์ต่อกษัตริย์ ความซื่อสัตย์โดยไม่มีความเคลือบแคลงสงสัยใดๆทั้งสิ้น คุณจะได้รับการปกป้อง และเพื่อแสดงให้เห็นการปกป้องอย่างชัดเจน ประชาชนที่ทำในทางตรงกันข้ามจะถูกลงโทษ ดังนั้นจะเห็นได้ว่าระบบในสมัยอยุธยาเป็นการแสดงให้เห็นถึงพัฒนาการของระบบ ประชาชนบางกลุ่มอาจเห็นว่าเป็นการถดถอย บางกลุ่มอาจเห็นว่าเป็นการพัฒนา ไม่ว่าคุณจะเห็นว่าเป็นอะไรก็ตามมันเป็นการผสมผสานระหว่างความเมตตากรุณาของ “พ่อผู้ยิ่งใหญ่” และ “ผู้นำที่ยิ่งใหญ่” กล่าวคือกษัตริย์สมัยอยุธยามีอำนาจและหลักการของอำนาจในสมัยนั้น ก็คือถ้าผู้มีอำนาจมีความเมตตา คุณก็จะได้รับประโยชน์จากอำนาจนั้นด้วย กล่าวอีกนัยหนึ่งก็คือสมัยอยุธยาสอนให้คนไทยมีชีวิตอยู่กับอำนาจ จะดำเนินชีวิตอยู่กับอำนาจได้อย่างไรจะเอาตัวรอดจากอำนาจได้อย่างไร และจะทำอย่างไรจึงจะไม่ถูกอำนาจทำลาย แต่สมัยอยุธยาก็ได้ก่อให้เกิดความสัมพันธ์รูปแบบใหม่ขึ้นในประเทศไทยคือความสัมพันธ์ระหว่างนายกับทาสความสัมพันธ์ระหว่างชนชั้นผู้ดีผู้มียศศักดิ์กับสามัญชน นั่นคือสมัยอยุธยา
ต่อมาก็เป็นสมัยรัตนโกสินทร์ผมจะขอข้ามสมัยธนบุรีช่วง 12 ปีไป ในสมัยรัตนโกสินทร์ซึ่งเป็นสมัยปัจจุบันนั้น ราชวงศ์จักรีเป็นราชวงศ์ที่เริ่มต้นสมัยรัตนโกสินทร์ ซึ่งเป็นการผสมผสานระหว่างสมัยอยุธยาและทักษะใหม่ๆซึ่งผมจะขอเรียกว่า “การบริหารจัดการความรู้” กล่าวคือความรุ่งเรืองของ “พ่อผู้ยิ่งใหญ่” ผสมผสานกับอำนาจสมัยอยุธยาและความสำคัญของความเป็นกษัตริย์กึ่งเทพเจ้า รวมเข้ากับการบริหารจัดการความรู้ในสมัยรัตนโกสินทร์ โดยเข้าใจกันว่าความรู้คืออำนาจ ดังนั้นพระบาทสมเด็จพระมงกุฎเกล้าเจ้าอยู่หัว จึงพูดภาษาอังกฤษในราชสำนัก พระองค์ทรงริเริ่มนำวิทยาศาสตร์ เทคโนโลยี สิ่งประดิษฐ์ ตลอดจนสินค้าต่างประเทศซึ่งคนไทยไม่เคยรู้จัก เข้ามาเป็นแหล่งอำนาจแหล่งหนึ่งของพระองค์พระบาทสมเด็จพระมงกุฎเกล้าเจ้าอยู่หัวทรงได้รับการยกย่องว่าเป็นพระบิดาแห่งวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีมิใช่กษัตริย์ผู้เมตตากรุณา มิใช่กษัตริย์ผู้เป็นพ่อที่ยิ่งใหญ่และพระองค์ก็ยังได้รับการยกย่องเช่นนั้นจนถึงทุกวันนี้ ดังนั้นอาจกล่าวไดŭ